ทำความรู้จักกับการรักษารากฟันเทียม

ทำความรู้จักกับการรักษารากฟันเทียม

ทำความรู้จักกับการรักษารากฟันเทียม สำคัญอย่างไร สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำการ

รักษา “เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

แม้ว่าเราจะดูแลรักษาฟันได้ดีเพียงใด แต่เมื่อถึงช่วงอายุเวลาหนึ่ง การสูญเสียฟันแท้กลับกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ได้ถูกกำหนดไว้ให้ร่วงโรยไป เหลือไว้เพียงร่องลึกที่สร้างความทรมานให้กับเราอย่างแสนสาหัส คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟันเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งในการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยในการพูดจาสื่อสาร หรือแม้กระทั่งสร้างความมั่นใจให้กับเรา ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียฟันแท้ไปแล้ว การรักษาแบบการใช้รากฟันเทียม อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คุณได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนมา

 

รากฟันนั้นสำคัญฉไหน?

 รากฟันนั้น มีหน้าที่ไม่ต่างจากรากของต้นไม้ ที่จะช่วยสร้างความมั่นคง แข็งแรง ให้กับฟันของเรา โดยปกติแล้ว รากฟันจะอยู่ลึกลงไปข้างในภายใต้เหงือก จึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้มีการดูแลรักษาที่ค่อนข้างยากลำบาก หากเราละเลยในการหมั่นตรวจสอบหรือพบทันตแพทย์ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาที่รากฟัน ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงต่อฟันได้เช่นเดียวกัน ในบางรายนอกจากจะสูญเสียฟันไปแล้ว หากเกิดอาการติดเชื้อ ก็จะส่งผลลุกลามไปถึงบริเวณอื่นๆ เช่น เหงือก ขากรรไกร ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุดคือถึงขั้นเสียชีวิต

ดังนั้น ปัญหาที่เกิดจากรากฟัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีในการรักษาที่ทันสมัย ทำให้การรักษาไม่ยาก ไม่ใช้เวลานานอย่างที่คิด และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาโดยการทำรากฟันเทียม ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่นิยมกันมาก เนื่องจากรากฟันเทียมนั้น ถูกออกแบบมาให้มีหน้าที่และคุณสมบัติไม่ต่างจากรากฟันจริง ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

 

1.รากฟันเทียมคืออะไร?

 รากฟันเทียม คือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากไททาเนียม มีลักษณะคล้ายกับรากฟันจริง โดยการรักษาจะใช้อุปกรณ์นี้ฝังไปที่ขากรรไกรในบริเวณที่ยึดฟันเทียมหรือฟันปลอมได้ดีที่สุด โดยมีทั้งแบบชนิดที่ถอดได้และชนิดที่ตึดยึดแน่น ส่วนประกอบของรากฟันเทียมมีอยู่ 3 ส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้

 

1.1) รากเทียม (Implant Screw) : รากเทียมนั้น จะมีลักษณะที่คล้างคลึงกับรากฟันจริง โดยสามารถฝังยึดติดไว้ที่บริเวณกระดูกขากรรไกร เนื่องจากรากเทียมนั้นทำมาจากไททาเนียม ทำให้มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกับเหงือกหรืออวัยวะที่ยึดติดด้วย

1.2) เดือยรองรับครอบฟัน (Abutment): หลังจากการฝังรากเทียมไว้ประมาณ 3-6 เดือน ทันตแพทย์จะทำการใส่อุปกรณ์เดือยรองรับครอบฟันลงบนรากเทียม เพื่อเป็นฐานรองก่อนใส่อุปกรณ์ครอบฟัน

1.3)ครอบฟัน (Crown): ครอบฟัน เป็นอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายที่ครอบรากเทียม ผลิตจากเซรามิค มีลักษณะและเนื้อสีที่คล้ายกับฟันจริง

 

2.รากฟันเทียมเหมาะกับใคร?

รากฟันเทียม เหมาะกับคนที่มีปัญหาฟันแตก บิ่น หัก ซึ่งทันตแพทย์จะต้องทำการถอนฟันแท้ออก และหาฟันใหม่มาทดแทน หรือผู้ที่เคยใช้ฟันปลอมแบบถอดได้ แต่กลับเจอปัญหาต่างๆ เช่น หลุดง่าย ออกเสียงไม่ชัดเจน หรือเกิดปัญหาการเสื่อมของกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟัน อย่างไรก็ตามการรักษาแบบใช้รากฟันเทียมก็มีข้อจำกัดสำหรับคนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่ยังอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังไม่แข็งแรงหรือเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ (การรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม สามารถทำได้เฉพาะกับผู้ที่หยุดการเจริญเติบโตแล้วเท่านั้น เนื่องจากเมื่อฝังรากเทียมลงไปแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งได้)หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาแบบการฉายรังสี ในส่วนบริเวณใบหน้าหรือขากรรไกร เป็นต้น

 

3.ขั้นตอนการรักษารากฟันเทียม?

 ขั้นตอนแรก ทันตแพทย์จะทำการตรวจสอบและเช็กสภาพช่องปากโดยละเอียด รวมถึงตรวจสอบประวัติว่า มีความเหมาะสมในการรักษาในแบบดังกล่าวหรือไม่ หากสามารถทำได้ ทันแพทย์จะทำการเอ็กซเรย์เพื่อดูความพร้อมของกระดูก ขากรรไกร และอวัยวะข้างเคียงที่เกี่ยวข้อง

 หลังจากนั้น จะถึงกระบวนการขั้นตอนการผ่าตัด โดยทันตแพทย์จะผ่าเหงือกเพื่อฝังรากเทียมลงในกระดูกแล้วเย็บแผล รอประมาณ 3-6 เดือน เพื่อรอระยะเวลาการสร้างกระดูกเพื่อใช้ในการยึดติดกับรากฟันเทียม เมื่อครบกำหนด จะทำการผ่าตัดเปิดเหงือกอีกครั้งเพื่อยึดส่วนแกนฟันลงบนรากเทียมที่ฝังในกระดูก และขั้นตอนสุดท้ายคือการทำฟันเทียมครอบลงบนแกนฟัน

 อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการรักษาโดยการใช้รากฟันเทียมแล้ว ควรมีการตรวจเช็กอย่างต่อเนื่องกับทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 6 เดือน เพื่อเป็นการเช็กคุณภาพของรากฟันและขอรับคำแนะนำที่เหมาะสมในการดูแลรักษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

 

4.ข้อดีของการทำรากฟันเทียม?

 -รากฟันเทียมเสมือนรากฟันแท้: ข้อดีที่ดีที่สุดและเหนือกว่าการรักษาแบบอื่นๆ คือ รากฟันเทียมมีความเหมือนรากฟันแท้มากที่สุด มีความแข็งแรง มั่นคง ผู้ที่ใส่รากฟันเทียมแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างการมีฟันจริงกับการใส่ฟันปลอมด้วยรากฟันเทียมเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่ทำการใส่แล้วระยะหนึ่งด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ผู้ที่ทำรากฟันแท้ มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

-อยู่นานอยู่ทน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย: ในขณะที่การรักษาแบบอื่น เช่น การทำสะพานฟัน หรือฟันปลอมแบบถอดได้นั้น สามารถอยู่ได้แค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี) แต่การทำรากฟันเทียมกลับสามารถอยู่ได้ยาวนานกว่านั้น (โดยเฉลี่ยประมาณ 10 ปี) เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์ทำมาจากไททาเนียม และมีการฝังลงไปที่กระดูกขากรรไกร ซึ่งไม่เป็นอันตรายใดใดต่อร่างกาย

-ไม่สูญเสียเนื้อฟันธรรมชาติ: การรักษาด้วยการใส่รากฟันเทียม เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษา ไม่สูญเสียเนื้อฟันธรรมชาติรอบๆข้าง เนื่องจากวิธีอื่นๆจะต้องทำการกรอฟันซี่ข้างเคียง เช่น การทำสะพานฟัน หรือการทำฟันปลอมถอดได้ เป็นต้น

 -ไม่มีปัญหาฟันผุหรือปัญหาเหงือกตามมา: เนื่องจากการใส่รากฟันเทียม สามารถดูแลรักษา ทำความสะอาดได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆ จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาฟันผุ หรือปัญหาเหงือกอักเสบหลังการรักษา

-ป้องกันกระดูกเสื่อม: เมื่อไม่มีฟันฝังอยู่ที่กระดูก ระยะเวลาหนึ่งจะทำให้กระดูกบริเวณนั้นเสื่อมลงไป โดยผลการวิจัยพบว่า ในช่วงเวลาประมาณ 12 เดือนที่คุณสูญเสียฟัน หากไม่มีฟันปลอมฝังลงไปในบริเวณนั้นแทนที่ จะทำให้เกิดช่องว่างในกระดูกเพิ่มขึ้นกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และจะมากสะสมขึ้นเรื่อย ๆตามระยะเวลา ดังนั้น การฝังรากฟันเทียมควรทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ช้าเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว

-ทำให้ฟันข้างเคียงไม่ผิดรูป: การทำรากฟันเทียมช่วยป้องกันไม่ให้ฟันข้างๆเกิดปัญหาไม่เข้ารูป หรือล้ม เนื่องจากโดยธรรมชาติของฟันนั้น หากไม่มีการพิงกัน หรือเกิดช่องว่างระหว่างกัน ฟันจะมีการเลื่อน ซึ่งจะมีผลต่อการบดเคี้ยวอาหารได้ลำบาก หรืออาจเกิดอาการ TMJ(ภาวะอาการผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร)โดยส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว ปวดข้อต่อขากรรไกร และในบางรายอาจเกิดปัญหาข้อต่อขากรรไกรค้างได้ทำให้เกิดเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง และยากที่จะรักษาได้ในระยะเวลาอันสั้น

-หลีกเลี่ยงปัญหาโครงหน้าไม่เข้ารูป:อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ปัญหาการสูญเสียฟันแท้อาจส่งผลให้เกิดผลลัพท์ที่ไม่พึงประสงค์กับบริเวณใบหน้า โดยปัญหาคือ เมื่อไม่มีรากฟันยึดโยงอยู่แล้ว บริเวณส่วนล่างของใบหน้าจะย่นสัดส่วนเข้าหากัน ระยะห่างจากบริเวณปลายจมูกและคางลดลง ทำให้เกิดริ้วรอยไม่พึงประสงค์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหน้าแก่ก่อนวัยอันควรหากแต่การทำรากฟันเทียมจะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ทำให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น รวมถึงช่วยรักษาลักษณะรูปหน้าให้เป็นไปตามอายุจริงได้อีกด้วย เรียกได้ว่ารักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมเพียงแค่ครั้งเดียว กลับช่วยให้คุณดูดีขึ้นได้ ทั้งจากรอยยิ้มที่สวยงาม และใบหน้าที่ดูดีไปพร้อมๆกัน

 

5.วิธีการดูแลรักษารากฟันเทียม?

หากต้องการให้รากฟันเทียมอยู่อย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ สามารถดูแลรักษาได้อย่างง่ายดาย โดยการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารแข็งหรือเหนียวในบริเวณที่ทำการฝังรากเทียมในช่วง 1-2 เดือนแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกอย่างรุนแรง ซึ่งอาจมีผลต่อการรักษา

หลังการผ่าตัดและฝังรากเทียม ช่วงสัปดาห์แรกอาจเกิดอาการปวด บวม ในบริเวณดังกล่าวได้ โดยสามารถรับประทานยาที่ทันแพทย์แนะนำเพื่อรักษาอาการปวด แต่หากมีอาการไข้ ชา หรือมีหนอง ในบริเวณที่ฝังรากเทียม ควรพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

การรักษาด้วยการฝังรากเทียม ถือเป็นการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพและประสบการณ์ในการรักษาของทันแพทย์อีกด้วย การศึกษาข้อมูลและเลือกสถานที่รักษาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างแรก ที่ผู้เข้ารับการรักษาต้องคำนึงถึง

 

6.เหตุใดศูนย์ทันตกรรมทันตกิจ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ในการรักษารากฟันเทียม?

ศูนย์ทันตกรรมทันตกิจ ถือเป็นคลินิกทันตกรรมแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมโดยเริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ. 2516 ทันตกิจคลินิกมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านรากฟันเทียมอยู่หลายท่าน ริเริ่มโดยทันตแพทย์บัญชา ศิริไกร ทันตแพทย์ไทยท่านแรกที่ได้เดินทางไปศึกษาเฉพาะด้านรากฟันเทียมที่ Temple University เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นท่านก็ได้นำความรู้ความสามารถมาเผยแพร่ให้กับทันตแพทย์ในประเทศไทย

 ปัจจุบัน ทันตแพทย์ธารา ศิริไกร บุตรชายคนโตของทันตแพทย์บัญชา ได้สานต่องานการรักษาทันตกรรมรากเทียม โดยท่านได้จบการศึกษาเฉพาะทางด้านทันตกรรมรากเทียมจาก New York University ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทันตกรรมทันตกิจ ได้รับเลือกเป็นศูนย์ทันตกรรมรากเทียม Nobel Biocare อย่างเป็นทางการ เนื่องมาจากคุณภาพในการรักษาอย่างมืออาชีพ มีการรักษาแบบปราศจากเชื้อโดยมีมาตรฐานระดับโรงพยาบาล รวมถึงมีทีมทันตแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านโดยตรงซึ่งทำให้การรักษาด้วยรากฟันเทียมบรรลุผลตามที่คาดหวังไว้

 ด้วยความมั่นใจในคุณภาพและประสิทธิผลจากการรักษา ทันตกิจคลินิกได้มีการรับประกันตัวรากเทียมให้กับผู้เข้ารับการรักษาในระยะเวลา 5 ปี ในกรณีที่รากเทียมหลุดหรือไม่ยึดติดกับกระดูก และรับประกันตัวครอบฟันบนแตก ในระยะเวลา 2 ปี

นอกจากนั้น ทันตกิจคลินิกยังมีเทคโนโลยีการฝังรากฟันเทียม ด้วยระบบดิจิทัล 3D Dental CT Scan ซึ่งเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนการรักษา การวินิจฉัย ช่วยลดและหลีกเลี่ยงในบริเวณที่อาจเกิดความเสี่ยงต่างๆต่อผู้เข้ารับการรักษา รวมถึงช่วยย่นระยะเวลาในการรักษาให้น้อยลงได้อีกด้วย

หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับความทรมานจากฟันแท้ที่หายไป ลองให้การรักษาด้วยรากฟันเทียมเป็นทางเลือกแรก ที่จะช่วยให้ท่านได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนมาถ้าท่านมีข้อสงสัยใดๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้ารับคำปรึกษากับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ที่ทันตกรรมทันตกิจได้ทุกเมื่อ

แล้วคุณจะรู้ว่า คุณสามารถเสกรอยยิ้มที่สดใส และรากฟันที่แข็งแรงกลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ: )

ติดต่อเข้ารับการปรึกษาปัญหาด้านทันตกรรมกับเราวันนี้ รับไปเลยส่วนลด 10% ฟรี! สำหรับทุกการรักษา

 

 

อ้างอิง:

www.thantakit.com/our-services/ทันตกรรมรากเทียม

www.punyamdental.com/blog/what-are-the-benefits-of-dental-implants/

www.gedgoodlife.com/health/11283-รากฟันเทียม/

www.smilesignature.com/รากฟันเทียม.html

www.healthcentral.com/article/pros-and-cons-of-dental-implants

www.medicinenet.com/dental_implants/article.htm

 

Leave a Comment

Name*

Email* (never published)

Website