ส่วนลด 10% สำหรับทุกการรักษา

จัดฟันแบบโลหะและแบบเซรามิก

จัดฟันแบบโลหะติดแน่น (Metal Bracket)

คือการจัดฟันด้วยเหล็กจัดฟันแบบติดแน่น เป็นวิธีการจัดฟันที่พบได้บ่อยที่สุด เหล็กจัดฟันแบบนี้จะประกอบด้วย แบร็คเก็ต ยางจัดฟัน และลวดจัดฟัน

ทันตแพทย์จะติดแบร็คเก็ตลงบนผิวหน้าของฟันเพื่อใช้อุปกรณ์ยึดลวดจัดฟัน จากนั้นจึงร้อยลวดจัดฟันเข้าไปในแบร็คเก็ตและใช้ยางจัดฟันยึดลวดจัดฟันให้อยู่ในแบร็คเก็ต เมื่อดึงลวดให้ตึงขึ้นจะเป็นการเพิ่มแรงดึงที่ตัวฟัน ทำให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม

ทันตแพทย์จัดฟันจะปรับเหล็กจัดฟันทุก ๆ 4-6 สัปดาห์เพื่อให้ฟันเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ โดยการจัดฟันอาจต้องใช้เวลาตั้งแต่หนึ่งถึงสามปี

การจัดฟันแบบโลหะธรรมดา เป็นวิธีการจัดฟันที่นิยมใช้ มานาน โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาขนาดของวัสดุที่ใช้ให้มี ขนาดเล็กลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และให้ความรู้สึกสะดวก เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งมียางสีต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย

จัดฟันแบบเซรามิก (Ceramic Bracket)

เป็นเครื่องมือที่มีสีขาวเหมือนฟันทำให้มองเห็นได้น้อย ซึ่งลักษณะของเครื่องมือมีความคล้ายคลึงกับแบบโลหะ แต่ทำจากวัสดุเซรามิกสีเหมือนฟัน Ceramic Bracket ใช้เครื่องมือแบบติดแน่น โดยตัวเครื่องมือทำมาจากเซรามิกใส ซึ่งจะทำงานร่วมกับยางรัดและลวดเพื่อที่จะเคลื่อนฟันไปในตำแหน่งที่ต้องการ

การจัดฟันแบบนี้มีข้อดีคือเครื่องมือจะมีลักษณะโปร่งแสงซึ่งจะมองเห็นได้ยากกว่าเหมาะสำหรับผู้ทีไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นอย่างเด่นชัดว่าจัดฟันอยู่ แต่ก็ยังสามารถเห็นได้บ้างเนื่องจากเครื่องมือยังติดอยู่ที่ด้านนอกของฟันอยู่ ระยะเวลาการพบทันตแพทย์เหมือนการจัดฟันแบบโลหะ แต่การจัดฟันเซรามิก มีราคาสูงกว่าการจัดฟันแบบเหล็กทั่วไป

ข้อดีของการจัดฟัน

1. ฟันเรียงตัวสวยขึ้น มีรอยยิ้มที่สวยงาม
2. เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีขึ้น และเพิ่มความมั่นใจ
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการสบฟันที่ดีขึ้น และการเคี้ยวอาหารได้ดีกว่าเดิม
3. สุขภาพปากและฟันดีขึ้น การทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ฟันผุน้อยลง
4. ช่วยลดกลิ่นปาก ง่ายต่อการทำความสะอาดฟัน
5. การจัดฟันทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไป (ขึ้นอยู่กับบุคคล)

ข้อเสียของการจัดฟัน

1. รู้สึกไม่สบายปากในช่วงแรกที่จัดฟัน มีอาการตึงและเจ็บที่ฟันในระหว่างจัดฟัน เกิดจากการเคลื่อนของฟัน
2. ระหว่างที่จัดฟัน ทำความสะอาดฟันยากขึ้น อาจทำให้ฟันผุและมีกลิ่นปากได้
3. หลังจัดฟันเสร็จแล้ว จะต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟัน
4. การพูดหรือการออกเสียงอาจไม่ชัดเจนบ้าง
5. ใช้เวลา 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของแต่ละบุคคล และต้องพบทันตแพทย์บ่อย ยกเว้นการจัดฟันแบบใสอินวิสไลน์ Invisalign
6. อาจมีค่าใช้จ่ายสูง

ควรเริ่มจัดฟันตั้งแต่อายุเท่าไร

การจัดฟันนั้นสามารถทำได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการสบฟันจากทันตแพทย์ทั่วไป และได้รับการส่งต่อมายังหมอจัดฟันทันที ที่สังเกตุพบปัญหาการสบฟัน การจัดฟันส่วนใหญ่มักเริ่มทำในเด็กมีฟันแท้ขึ้นเกือบครบ คืออายุประมาณ 11-13 ปี อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาการสบฟันบางอย่างสามารถทำได้ในช่วงฟันแท้ขึ้นผสมกับฟันน้ำนมเพื่อลดความรุนแรงของปัญหา หรือเพื่อป้องกันการไม่ให้เกิดการพัฒนาไปเป็นความผิดปกติที่มีความรุนแรงขึ้น เช่นการจัดฟันหน้าบางส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกระทบกระแทกต่อฟันในกรณีที่ฟันหน้าบนยื่นมาก ๆ การจัดฟันในชุดฟันผสมมักเป็นการรักษาระยะสั้น และเป็นการจัดฟันบางส่วนเท่านั้น เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะฟันแท้ ส่วนใหญ่จะจำเป็นต้องได้รับการจัดฟันทั้งปากต่อไป

ข้อควรปฏิบัติในระหว่างการจัดฟัน

1. การติดเครื่องมือจัดฟันจะทำให้มีเศษอาหารติดที่ฟันได้ง่ายรวมไปถึงการทำความสะอาดฟันจะมีความยากลำบากมากขึ้น ผู้ที่จัดฟันจึงต้องเพิ่มความละเอียดในการทำความสะอาดฟันรวมไปถึงการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดฟันผุ

2. ควรรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่ายเพื่อป้องกันเครื่องมือจัดฟันเสียหาย หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีลักษณะแข็งและเหนียว เพราะนอกจากจะทำให้เหล็กจัดฟันเสียหายแล้ว อาจจะทำให้ปวดฟันอีกด้วย ควรใช้ฟันกรามเคี้ยวอาหารจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้

3. ควรไปพบทันตแพทย์ตามนัดเป็นประจำ เนื่องจากการขาดความต่อเนื่องในการรักษาจะทำให้ระยะเวลาในการจัดฟันนานขึ้น รวมไปถึงผลลัพธ์ของการรักษาอาจไม่เป็นไปตามที่วางใว้อีกด้วย

ส่วนลด 10% สำหรับทุกการรักษา

ปรึกษาปัญหาด้านทันตกรรมกับทันตแพทย์ของเรา

ชื่อ-นามสกุล

อีเมล

เบอร์โทรศัพท์

ข้อความของท่าน